ภาษาสำหรับเขียน Web

กว่าเราจะได้เห็นหน้าตาเว็บเพจแต่ละเว็บได้นั้น ต้องผ่านการสร้างด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ หรือการเขียนโปรแกรมเพื่อให้ได้รูปร่างหน้าตาปรากฏให้ผู้คนได้ใช้งานกัน สำหรับภาษาในการใช้เขียนเว็บเพจส่วนมากแล้วน่าจะเป็น HTML ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อแสดงผลเอกสารบน website นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาภาษาอื่นๆอีก เช่น XHTML,XML,HTML5 เป็นต้น
HTML คืออะไร
HTML ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อนี้ เพราะถือว่าเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้เขียนเว็บ เนื่องจาก browser ส่วนใหญ่สามารถรองรับภาษานี้ได้ HTML เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถสร้างเว็บได้ โดยใช้ Tag ในการกำหนดการแสดงผลและเชื่อมกันผ่าน Hyperlink ในฐานะนักพัฒนาซอฟท์แวร์ถ้าเข้าใจในภาษา HTML แล้วย่อมเป็นเรื่องง่ายในการสร้างหัวข้อ จัดเรียงข้อความ หรือเพิ่มการเชื่อมโยงต่างๆได้อย่างง่ายดาย
• Hyper Text เป็นวิธีการที่จะทำให้เราสามารถคลิ๊กใช้งานบนเว็บไซต์ได้อย่างทั่วถึง เรียกว่า hyperlink ซึ่งจะสามารถนำพาเราไปยังอีกหน้าหนึ่งได้เมื่อเราคลิ๊กที่ลิ้งค์นั้นๆ
• Markup เป็นข้อความที่ถูก Tag เพื่อควบคุมการแสดงผลทางข้อความ รูปภาพ เสียง เป็นต้น
• HTML เป็น code ภาษาทางคอมพิวเตอร์
ในการสร้างเว็บเพจโดยใช้ภาษา HTML สามารถใช้โปรแกรมต่างๆ เขียนได้ เช่น Note Pad, Dream Weaver, MS FrontPage และโปรแกรมอื่นอีกมากมาย โดยเว็บไซต์ยอดนิยมต่างๆ ก็ใช้ HTML ในการเขียน เช่น Google, YouTube, Facebook, Baidu, Yahoo, Amazon, Wikipedia, Twitter เป็นต้น
XML คืออะไร
XML ย่อมาจาก Extensible Markup Language เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ HTML โดยที่เราสามารถกำหนด Tag ได้เอง ต่างจาก HTML ที่ไม่สามารถเพิ่ม Tag ใหม่ๆเข้าไปได้ เพื่อให้เอกสารสื่อความหมายได้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ควรระวังในการเขียนหากมีข้อผิดพลาดก็ไม่สามารถประมวลผลออกมาได้
XHTML คืออะไร
เป็นภาษาที่พัฒนาเอาจุดเด่นของ HTML และ XML มาไว้ด้วยกัน เพิ่มความสามารถในการสร้าง Tag ใหม่ๆ ได้เอง และสามารถพัฒนาเพื่อให้ใช้กับเทคโนโลยีในยุด 4G เช่น สมาร์ทโฟน ทีวี หรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีหน่วยความจำไม่มากพอที่จะประมวลผล HTML จึงต้องอาศัย XHTML เข้ามาช่วยในการสร้างเอกสาร
นอกจากนี้ล่าสุดมีการพัฒนาภาษา HTML5 ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ๆ สามารถพัฒนาให้เข้าถึงสมาร์ทโฟน และมีลูกเล่นต่างๆ ช่วยเสริมให้เว็บไซต์มีลูกเล่นมากขึ้น มีการจัดการข้อผิดพลาดที่ดีขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก เห็นแบบนี้แล้วการจะเขียนเว็บใดเว็บหนึ่งขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

URL คืออะไร?

เมื่อเราต้องการเข้าเว็บใดเว็บหนึ่งแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าต้องพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ลงบนโปรแกรม browser แต่ละที่อยู่เว็บนั้น เรียกว่า URL นั่นเอง URL ย่อมาจาก Uniform Resource Locator ซึ่ง URL เป็นอะไรที่มากกว่าที่อยู่เว็บไซต์ โดยแต่ละ URL จะเป็นตัวชี้เฉพาะไปยังแหล่งข้อมูลที่ไม่ซ้ำกัน แหล่งข้อมูลนั้นอาจจะเป็นหน้า HTML ,เอกสาร CSS หรือภาพต่างๆ เป็นต้น
ส่วนประกอบของ URL
แบ่งออกเป็นสามส่วน ตามโครงสร้าง protocol : host location
ตัวอย่างเช่น example.com rfcrfc2396.htm

• ส่วนที่ 1 URL Protocol
Protocol เป็นส่วนที่กำหนดวิธีการเพื่อให้ broser สามารถเข้าถึงได้แหล่งข้อมูลได้อย่างถูกต้อง โดยกำหนดอักขระ 3 ตัว คือ : ซึ่งเป็นแบบแผนการตั้งชื่ออย่างง่าย เพื่อแสดงถึงวิธีการเข้าถึง โปรโตคอลที่มักใช้จะเป็นพวก HTTP () กับ HTTPS (https:) นอกจากนี้ยังมี FTP (ftp:) ใช้สำหรับจัดการถ่ายโอนไฟล์ และ email (mailto:) ที่ใช้สำหรับเปิดอีเมลล์อีกด้วย

• ส่วนที่ 2 URL Host หรือ domain name
เป็นส่วนของการระบุถึงปลายทางข้อมูล โดยเป็ชื่อเครือข่ายที่มาจาก server หรืออาจเป็นชื่อที่อยู่ IP ของเจ้าของปลายทาง แต่โดยส่วยมากมักจะไม่ใช้ชื่อเจ้าของเพียงคนเดียว แต่อาจเป็นกลุ่ม server ที่ทำงานร่วมกันก็ได้
ซึ่งแต่ละ Domain name ก็ถูกตั้งชื่อแตกต่างกันไปตามการใช้งาน เช่น
.com คือ บริษัทต่างๆ
.edu คือ สถาบันการศึกษา
.org คือ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
.go คือ องค์กรของรัฐบาล
ตัวย่อของประเทศต่างๆ เช่น .th .uk .jp .kr เป็นต้น
• ส่วนที่ 3 URL Location
location หรือ สถานที่ เป็นเหมือนเส้นทางเพื่อนำไปยังแหล่งข้อมูลบนเครือข่ายแบบเฉพาะเจาะจง เพราะในหนึ่งเว็บไซต์อาจประกอบไปด้วยหลายไดเร็กทอรีหรือหลายโฟลเดอร์ เช่น 2016Septemberword-of-the-day-04.htm เพื่อจัดระบบเนื้อหาข้อมูล
ดังนั้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือเข้าเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้องนั้นต้องระบุ URL ให้ถูกต้อง เพราะถ้าหากระบุ URL ผิดแล้วก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้

IP Address คืออะไร?

ถ้าบ้านแต่ละบ้านมีบ้านเลขที่แล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน โดยอุปกรณ์ในเครือข่ายทุกชนิดในระบบเครือข่ายจะมีการระบุตัวตนที่ไม่ซ้ำกัน เหมือนเราส่งจดหมายไปยังบ้านอื่นๆ ก็จะได้รู้ว่าปลายทางคือที่ไหน และจุดเริ่มต้นอยู่ที่ใดนั่นเอง ในปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบอินเตอร์เน็ตใช้โปรโตคอล TCPIP เป็นมาตรฐานในการสื่อสารของเครือข่าย จึงมีการระบุที่อยู่ IP ที่เป็นรหัสเฉพาะเครื่อง
IP address เป็นหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตภายใต้โปรโตคอล TCPIP โดยจะมี IP ไม่ซ้ำกัน ผู้ที่ดูแลระบบจะเป็นทำการตั้งค่าและจัดรูปแบบกำหนด IP Address ในเครือข่ายของพวกเขา ซึ่งบนอินเตอร์เน็ต IP Address จะถูกจัดการโดยผู้ให้บริการเครือข่ายในระบบจัดสรรส่วนกลาง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในระบบจะได้มีการตรวจสอบและรีเซต IP Address ได้เมื่อยามจำเป็น ซึ่ง IP address จะมีองค์ประกอบหลักๆอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนของ network ID ซึ่งใช้ระบุถึง network และ ส่วนของ host ID ซึ่งใช้ระบุถึง host
มาตรฐานของ IP
ในปัจจุบันมีอยู่ 2 มาตรฐานที่นิยมใช้ในฐานระบบเครือข่าย
• IPv4 เป็นที่คุ้นเคยและนิยมใช้ โดยมีความยาว 32 bits ตัวเพื่อสร้างที่อยู่เฉพาะที่ไมซ้ำกันบนเครือข่าย ประกอบด้วยกลุ่ม 4 หมายเลขระหว่าง 0 ถึง 255 โดยใช้จุดคั่นกลางเพื่อแยกแต่ละหมายเลขที่อยู่ให้อยู่ในช่วงตั้งแต่ 0.0.0.0 ไปจนถึง 255.255.255.255 โดยใช้เลขฐานสิบ
• IPv6 มีความยาว 128 bits โดย IPv6 รุ่นใหม่ๆมักมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ซึ่งใช้ตัวเลขฐานสิบหก และคั่นด้วยเครื่องหมายโคลอน เช่น 2001:cdba::3257:9652
ประเภทของ IP Address
• Public IP Address เป็น IP address ที่ได้จากผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกำหนดให้ โดยแต่ละเครื่องเมื่อมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็จะได้ IP มา แต่เมื่อเชื่อมต่ออีกครั้งหมายเลข IP จะเปลี่ยนไป เรียกได้ว่า เป็น IP Adress ชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้การกำหนดเพื่อจะได้ทราบแหล่งที่อยู่ของผู้ใช้ในการใช้อินเตอร์เน็ต
• Private IP address เป็น IP address ที่ใช้ภายในองค์กร โดยอุปกรณ์แต่ละเครื่องก็จะได้ถูกกำหนดหมายเลข IP ไว้
ความสำคัญของ IP address นั้นเป็นเหมือนที่อยู่เพื่อที่จะสามารถรับส่งข้อมูลได้ถูกต้อง รวมทั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น อาชญากรรมบนอินเตอร์เน็ต หรือการฟ้องร้องเกี่ยวกับการใช้อินเตอร์เน็ต ก็สามารถตรวจสอบหมายเลข IP เพื่อแกะรอยที่อยู่ของผู้ใช้ได้ ดังนั้นจึงควรใช้อินเตอร์เน็ตให้ปลอดภัย และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

รู้จัก INTERNET แค่ไหน?

แน่นอนว่าทุกคนรู้จักอินเตอร์เนต (internet) กันอยู่แล้ว เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งสังคมก้มหน้า ใครๆก็เรียกหาสัญญาณอินเตอร์เนต แต่นี่คงจะเป็นความเข้าใจเพียงผิวเผินสำหรับคนทั่วๆไป เพราะในทางภาษาคอมพิวเตอร์แล้วมันยังมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านั้น
INTERNET คืออะไร?
อินเตอร์เนตได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆให้สามารถติดต่อกันได้ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก ซึ่งในระบบอินเตอร์เนตจะประกอบไปด้วยเว็บเพจหลายพันล้านที่สร้างขึ้นจากบริษัท ผู้คนต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ และสร้างความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ INTERNET
• INTERNET ไม่ใช่ WWW (Wold Wide Web) ทั้งสองมีความแตกต่างกัน โดยอินเตอร์เนตเป็นเหมือนฮาร์ดแวร์ ส่วน WWW เป็นข้อมูลดิจิตอลที่ต้องอาศัยซอฟท์แวร์ browser ในการเข้าถึงเนื้อหา
• ใช้การเชื่อมโยงโดยใช้โปรโตคอล IPTCP เป็นมาตรฐานในการเชื่อมโยงระบบและสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางโมเด็มคอมพิวเตอร์,3G,4G,WIFI
• ใช้งาน INTERNET ผ่าน browser
• การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เนตทำได้โดยใช้เครื่องมือช่วยค้นหา (Search engine)
• ผู้ใช้สามารถเข้าสู่เว็บเพจผ่านทาง Hyperlinks ซึ่งเป็นเหมือนจุดเชื่อมโยง
• ไฟล์ข้อมูลต่างๆ เช่น ภาพ เสียง วีดีโอ สามารถอัพโหลด (ส่ง) และดาวน์โหลด (รับ) ได้
• ใช้สำหรับติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ เช่น ผ่าน social network,เกมส์,แชท และอีเมลล์ เป็นต้น
อินเตอร์เนตเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะได้รวบรวมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งแต่ละเครื่องก็สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดอาชญกรรมผ่านทางอินเตอร์เนตได้ ซึ่งอยู่ที่ผู้ใช้ที่ต้องใช้วิจารณญาณ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีเช่นนี้ทุกคนจึงไม่พลาดการใช้งานอินเตอรืเนตแน่นอ จึงควรศึกษาให้ดีก่อนจะกระทำการใดๆ บนอินเตอร์เนต