Wireless ADSL2 Router SMC (7904WBRAS-N2 V2) ทุกสิ่งในหนึ่งเดียว

กลับมาพบกันอีกเช่นเคยครับ สำหรับการรีวิวสินค้าไอทีกับผมคนเดิม ที่จะนำเอาข้อมูลข่าวสารมาให้คุณได้อ่านกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน ถ้ามีดี เราจะนำมารีวิวอย่างแน่นอน และวันนี้ก็เช่นเคยครับ ผมได้ไปทำความรู้จักกับ Wireless Router จากค่าย SMC แบบ all in one ใครที่กำลังมองหาอยู่ ต้องอ่านบทความนี้ครับ ไม่งั้นพลาดของดีอย่างแน่นอน ว่าแล้วเราก็มาดูรายละเอียดของตัวนี้กันดีกว่า ตามผมเข้ามาได้เลยครับ

ตัวเครื่องนั้นออกแบบได้อย่างสวยงาม มาในโทนสีขาวสะอาดตา มี Logo SMC สกรีนด้านบนของตัวเครื่อง มีเสากระจายสัญญาณ 1 เสา การออกแบบเป็นรูปทรง 4 เหลี่ยมผืนผ้า ขอบมน วางบนโต๊ะทำงาน แล้วเพิ่มความหรูได้เลยครับ ดูแล้วเท่ห์มากมาย ด้านหน้ามีไฟแสดงสถานะต่างๆ เช่น สถานะ Standby, ไฟแสดงพอร์ตที่กำลังใช้งาน เห็นได้อย่างชัดเจน ต่อมาเราจะมาดูรายละเอียดด้านสเป็คของเครื่องกันบ้างครับ

พอร์ตด้านหลังที่สำคัญเช่น Power Port ไฟเลี้ยง, Modem Port, Reset Button, และที่ทุกท่านรอคอย พอร์ต สำหรับสาย LAN (RJ-45) จัดเต็มมาให้ 4 พอร์ต, และปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, Standards and Protocol IEEE 802.11n / IEEE 802.11g / IEEE 802.11b, Frequency Range 2.40 – 2.50GHz, Wireless Security WEP / WPA/WPA2-PSK / WPS-PIN / WMM Qos / Wireless MAC Filtering / Multiple SSIDs / WDS

Antenna Type 5 dbi 1 เสา, Output Power DC Output: 12V/0.8A, Support Operating System Microsoft Win 7 / Vista / XP / NT / 2000 / Me / 98SE, Certifications CE Mark / FCC Mark / Wi-Fi Certificated, Configuration Telnet / SNMP v1/v2c / Configuration upload/download via HTTP รับประกัน 3 ปี ราคา 930 บาท

150Mb Wireless Router ASUS (RT-N10+D1) เด่นที่หน้าตา ราคาสะดุดใจ

หากจะพูดถึง Wireless Router ที่เป็นที่นิยม และมีชื่อเสียงแล้วละก็ หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ TP-Link หรือ D-Link แต่หากเป็นยี่ห้อรองๆ ลงมาคงจะหนีไม่พ้น ASUS เป็นแน่ครับ เพราะด้วยประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์จากยี่ห้อนี้ และการดีไซน์ทีสวยงาม ทำให้ Router ของ ASUS ได้รับความนิยมอยู่บ้าง วันนี้ผมเลยตัดสินใจนำเอาเจ้า Wireless Router ASUS (RT-N10+D1) มาแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน

บอดี้ของเครื่องออกแบบทรง 4 เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีการลบขอบอะไรทั้งสิ้น จึงทำให้มันมีรูปร่างที่ออกไปทาง Modern Shape นั่นเอง ตัวที่นำมาแนะนำนี้มีสีดำเงาครับ สวยงามโดดเด่น ไม่เป็นรองใคร ช่องระบายความร้อนออกแบบให้อยู่บริเวณด้านข้างของตัวเครื่อง ไฟแสดงสถานะการทำงานของเครื่องอยู่ด้านบนของเครื่องครับ ส่วนด้านหลังของเครื่องนั้นจะมีพอร์ตสำหรับใช้งานอยู่หลายพอร์ต และเสากระจายสัญญาณ 1 เสา

เราลองมาดูสเป็คของเครื่องกันบ้างครับ พอร์ตที่อยู่ด้านหลังเครื่องไล่จากทางซ้ายมือมาขวามือคือ พอร์ต LAN RJ45 for 10/100 4 Ports, พอร์ต WAN RJ45 for 10/100 ให้มา 1 Port, ปุ่ม Reset เครื่อง 1 ปุ่ม, ปุ่ม เปิด-ปิด เครื่อง 1 ปุ่ม, และช่องเสียบสายไฟเลี้ยงตัวเอง 1 ช่อง, Wireless Standard IEEE 802.11b, IEEE 802.11g, IEEE 802.11n, Transmit/Receive 2.4000~2.4835GHz, เสากระจายสัญญาณ 5 dBi 1 เสา

Wireless Security: 64-bit WEP, 128-bit WEP, WPA2-PSK, WPA-PSK, WPA-Enterprise, WPA2-Enterprise, WPS support, Setup UPnP, DNS Proxy, DHCP, DDNS, DMZ, Universal Repeater, AC Input : 110V – 240V(50 – 60Hz), ขนาดของเครื่อง 168 x 124 x 30 mm, มีการรับประกันสินค้ายาวนานถึง 5 ปีครับ ทางด้านราคาอยู่ที่ 670 บาท ถ้าสนใจก็หามาลองใช้ได้ครับ

150Mb Wireless Router D-LINK (DIR-505) ตัวเล็ก สเป็คใหญ่

ท่านใดที่กำลังมองหา Router แบบไร้สาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ Wireless Router อยู่ละก็ ต้องอ่านบทความนี้ครับ เพราะเจ้าตัวนี้มีดีกว่าที่ตาเห็น ด้วยการดีไซน์ที่เน้นด้านการพกพาที่สะดวก สามารถพาไปไหนก็ได้ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ด้านประสิทธิภาพไม่ต้องพูดถึงครับเพราะรับประกันด้วยยี่ห้อ D-Link อยู่แล้ว หากไม่เชื่อก็ต้องติดตามอ่านกันต่อไปครับ แล้วก็จะรู้ว่ามันมีดีจริงๆ เราเข้ามาดูด้านในได้เลยครับ

ตัวเครื่องออกแบบมาได้เล็ก สมใจจริงๆ รูปร่างเหมือนปลั๊กไล่ยุงดีๆ นี่เองครับ สุดยอดไปเลย ตัวที่ผมนำมารีวิวให้ท่านได้อ่านกันนี้มาในโทนสีขาว สะอาดตาดีมาก มีปลั๊กสำหรับเสียบ เพื่อเป็นไฟเลี้ยงตัวเอง สามารถถอดปลั๊กแล้วนำติดตัวไปได้ทุกที่เลยครับ สะดวกมากตัวนี้ นอกจากนั้น น้ำหนักก็ยังเบาอีกด้วย สงสัยจะถูกใจคอ IT ที่ต้องออกภาคสนามบ่อยๆ อย่างแน่นอน พอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ อยู่ทางด้านหลังของปลั๊กครับ

สเป็คเครื่องเป็นอย่างไรเรามาดูไปพร้อมๆ กันครับ พอร์ตใช้งานที่ให้มาสำหรับตัวนี้คือพอร์ต LAN 10/100 Mbps RJ45 และ พอร์ต USB 2.0 ที่ให้มาอย่างละพอร์ต, มีปุ่ม Reset เครื่อง 1 ปุ่ม, Wireless Standard IEEE 802.11, IEEE 802.11g, Transmit/Receive 2.4000-2.4835GHz, Power Switch Wi-Fi WMM Quality of Service

Software Network Address Translation (NAT), Stateful Packet Inspection (SPI), MAC Address Filtering, DMZ Support, IPv6 support CE, Wi-Fi Certified, FCC, IC, ช่วงอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 0 – 40 องศาเซลเซียส, ขนาดเครื่อง 68 x 42 x 51 mm, มีการรับประกันสินค้านานถึง 1 ปีเต็ม ด้านราคาอยู่ที่ 830 บาท

150Mb Wireless Router ALFA (AIP-W515H) น้องใหม่ น่าลอง

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วครับกับ Wireless Router จากค่าย ALFA แม้ว่าชื่อยังไม่ติดตลาด และไม่มีใครเคยรู้จักแต่เชื่อได้ว่าตัวนี้น่าจะมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน ด้วยการออกแบบรูปร่างหน้าตา และประสิทธิภาพที่พอรับได้ สำหรับท่านที่ชอบลองของใหม่น่าจะถูกใจนะครับ และผมก็ไม่ลืมที่จะนำเอาข้อมูลข่าวสารดีๆ มาทำการแนะนำ รีวิวให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกัน เราลองมาดูกันว่าจะแรงแค่ไหน สเป็คโดนใจหรือเปล่า

เรื่องการออกแบบรูปร่างพอได้ครับ ตัวนี้ดีไซน์เป็นทรง 4 เหลี่ยมผืนผ้า สไตล์กล่องข้าวญี่ปุ่นนั่นเอง เห็นแล้วอาจหิวข้าวขึ้นมาก็ได้ หากวางไว้บนโต๊ะทำงาน โทนสีดำด้าน ให้ความรู้สึกเท่ห์ และมีเสน่ห์ในตัว Logo Alfa อยู่บริเวณด้านบนของตัวเครื่อง ส่วนไฟแสดงสถานะนั้นอยู่บริเวณขอบของตัวเครื่องครับ เห็นได้อย่างชัดเจน พอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ออกแบบให้อยู่ทางด้านหลังของเครื่อง ส่วนจะมีพอร์ตอะไรบ้างนั้นต้องติดตามกันต่อไปครับ

เริ่มจากการพลิกมาดูที่ด้านหลัง ซ้ายมือสุดคือเสากระจายสัญญาณ 1 เสา 5dBi ถัดมาเป็นพอร์ต LAN 10/100 Mbps RJ45 จัดเต็มด้วย 4 Ports, พอร์ต WAN 10/100 Mbps RJ45 1 Port, ช่องเสียบสายไฟเลี้ยงตัวเอง 1 ช่อง, Wireless Standard IEEE 802.11b, IEEE 802.11g, IEEE 802.11n, Transmit/Receive 2.4000-2.4830GHz, Wi-Fi Protected Setup Virtual DMZ, Port forwarding, Software Firewall, URL/IP/Port/MAC filtering

ช่วงอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ (-20) – 60 องศาเซลเซียส, ความชื้นที่เหมาะสมในการทำงาน 10% – 90%, ขนาดของเครื่อง 147 x 98 x 30 mm มีการรับประกันสินค้านานถึง 1 ปีเต็ม, ส่วนทางด้านราคาเค้าเสนอมาให้ที่ 980 บาท หากท่านใดสนใจอยากลองแบรนด์ใหม่ ก็สามารถหามาลองใช้กันได้ครับ

300Mb Wireless Router ALFA (AIP-W525H) ยิ่งใหญ่ เหนือคำบรรยาย

ออกตัวแรงขนาดนี้ ต้องแนะนำกันหน่อยครับ สำหรับวันนี้ผมได้นำเอา Wireless Router จากค่าย Alfa มาทำการแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน ถึงแม้ว่ายี่ห้อนี้จะไม่โด่งดัง หรือ บางท่านอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่วันนี้ท่านจะได้ทำความรู้จักกับเจ้า Wireless Router ตัวนี้กัน หากธรรมดา เราไม่เอามาโชว์ ว่าแล้วเราก็เข้าไปดูด้านในกันดีกว่าครับ ว่าสเป็คของเครื่องตัวนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง และราคาพอรับไหวหรือเปล่า ตามผมมาได้เลยครับ

เริ่มจากรูปร่างหน้าตาของเจ้าตัวนี้กันก่อน เค้าออกแบบมาในรูปทรง 4 เหลี่ยมผืนผ้า ดูๆ ไปแล้วจะเหมือนข้าวกล่องของญี่ปุ่นมากครับ แต่เป็นข้าวกล่องสีดำแค่นั้นเอง สำหรับรุ่นนี้ให้เสากระจายสัญญาณมา 2 เสา ในส่วนของ Logo สกรีนติดที่ด้านบนของตัวเครื่อง เห็นอย่างชัดเจน ไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่บริเวณขอบของเครื่อง ด้านหลังเป็นส่วนของพอร์ตใช้งานต่างๆ ที่จัดเรียงตัวได้อย่างสวยงาม ลงตัว และครบถ้วน ครอบคลุมการใช้งาน

พอร์ตใช้งานที่สำคัญ เช่น พอร์ต LAN RJ-45 ที่จัดเต็มมาให้แบบสุดๆ ครับ 4 Ports เรียกได้ว่า 4 เครื่องก็สามารถรับไหว แบบจิ๊บๆ ต่อไปก็คือ พอร์ต WAN RJ-45 ที่ให้มา 1 Port, และที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดเลยก็คือ เสากระจายสัญญาณ 5dBi ที่ให้มา 2 เสา Wireless Standard IEEE 802.11b/g/n Transmit/Receive 2.400~2.483GHz

การติดตั้งเสากระจายสัญญาณของรุ่นนี้ไม่เหมือนยี่ห้ออื่นตรงที่เข้าจัดวางไว้ทางด้านข้างของเครื่องครับ ขนาดของเครื่อง 147 x 98 x 30 mm มีการรับประกันสินค้านานถึง 1 ปีเต็ม ราคาอยู่ที่ 1,120 บาท หากท่านใคสนใจ อยากลองของใหม่ก็สามารถหามาลองได้ครับ

300Mb Wireless N Gigabit ADSL-2+ Router TP-LINK’ (TD-W8980) ดีไซน์เฉียบ เนี๊ยบทุกองศา

เป็น Router ที่เปิดตัวอย่างแรงไม่แพ้รุ่นอื่นครับ และที่เป็นจุดขายเลยก็คือ การดีไซน์รูปร่างหน้าตาตัวเครื่อง ที่ได้รับการยอมรับว่าโดนใจแบบสุดๆ และไม่เพียงเท่านั้นครับ ด้านประสิทธิภาพของตัวเครื่องยังไม่ธรรมดาอีก สเป็คเทพเลยก็ว่าได้ ตอนนี้หลายคนคงอยากจะทำความรู้จักกับเจ้าตัวนี้กันแล้วใช่ไหมละครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจะมาทำการแนะนำให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันเลย ตามผมเข้ามาด้านในได้เลยครับ

ภายนอกดีไซน์ในสไตล์ Modern Router ที่ให้ความรู้สึกถึงเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ด้านหลังมอบเสากระจายสัญญาณมา 3 เสา ให้สัญญาณแรงไม่มีสะดุด รูปทรงของเครื่องเหมือนการนำเอา 4 เหลี่ยมผืนผ้า 3 ชิ้นเอาด้านยาวมาเรียงกัน และใส่ความโค้งมนลงไป สวยงามมากครับ ด้านไฟแสดงผลการทำงานของเครื่องออกแบบให้อยู่ทางด้านหน้า ด้านหลังเครื่องมีพอร์ตใช้งาน อีกหลายพอร์ต ซึ่งเราจะไปดูกันต่อในเรื่องของสเป็คเครื่องครับ

เริ่มด้วย RJ11 Port ให้มา 1 Port, LAN 10/100/1000Mbps RJ45 ให้มา 4 Ports, USB 2.0 ให้มา 2 Ports, เสากระจายสัญญาณ 5GHz 5dBi 3 เสา, Power Switch WMM, Bandwidth Control (IP QoS), Wi-Fi Protected Setup Virtual server, Port Triggering, UPnP, DMZ, Manage Control, Software NAT Firewall, SPI Firewall / MAC / IP / URL Filtering

IPv6 support CE, FCC, RoHS IPv6, Setup Web Based Configuration (HTTP), ช่วงอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 0 – 40 องศาเซลเซียส, ขนาดเครื่อง 243 x 160.6 x 32.5mm, รับประกันตลอดอายุการใช้งาน ราคาเสนอมาที่ 3,990 บาท ท่านใดที่พอมีงบก็สามารถเลือกเจ้าตัวนี้มาลองใช้ได้เลยครับ รับรองว่าแรงเร็วจริงๆ

300Mb Wireless Router ASUS (RT-N12C) ที่สุดแห่งยุค

หลังจากที่ได้ทำการรีวิว Wireless Router ไปหลายรุ่น คราวนี้ถึงเวลาที่ Wireless Router จากค่าย ASUS จะเปิดตัวให้ทุกท่านได้รู้จักแล้วครับ ใครที่กำลังเล็ง Router จากค่ายนี้อยู่คงได้มีเฮกันอย่างแน่นอนครับ นอกจากตัวนี้จะมีดีด้านการดีไซน์แล้ว ประสิทธิภาพของเครื่องยังไม่เป็นรองใครด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราลงไปดูรายละเอียด และสเป็คของเจ้าตัวนี้กันดีกว่าครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ตัวบอดี้ของเครื่องตัวนี้ ออกแบบในสไตล์ Modern Router ที่สวยงาม และน่าใช้งานมากๆ สามารถใช้เป็นของประดับโต๊ะทำงานได้ แบบไม่อายใคร ตัวเครื่องมีสีดำเงา ในรูปแบบ 4 เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีการทำขอบมนครับ เป็นเหลี่ยมๆ เท่ห์ดี ด้านข้างตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อน ส่วนทางด้านหลังเป็นพอร์ตสำหรับใช้งานต่างๆ ครับ เสากระจายสัญญาณสำหรับรุ่นนี้ มีอยู่ 2 เสาครับ ส่วนด้านสเป็คของเครื่องต้องติดตามกันต่อด้านล่างเลย

ด้านหลังเครื่องเมื่อเราพลิกมาดูจะเห็นพอร์ตต่างๆ มากมาย อาทิ เช่น พอร์ต LAN 10/100 RJ45 จัดเต็มมาให้ 4 Ports, พอร์ต WAN RJ45 10/100 1 Port, ช่องเสียบสายไฟเลี้ยงตัวเครื่อง 1 ช่อง, เสากระจายสัญญาณ 5 dBi จัดให้มา 2 เสา, ปุ่ม Reset เครื่อง 1 ปุ่ม, Network Standard IEEE 802.11b, IEEE 802.11g, IEEE 802.11n, IEEE 802.11d, IEEE 802.3, IEEE 802.3u, IEEE 802.11i, IEEE 802.11e, IPv4

Operating Frequency 2.4GHz, Setup UPnP / IGMP v1/v2/v3 / DNS Proxy / DHCP / NTP Client / DDNS / Port Triger / Virtual Server / DMZ, ช่วงอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 0 – 40 องศาเซลเซียส, ความชื้นที่เหมาะสมในการทำงาน 10% – 90%, ขนาดของเครื่อง 190 x 125 x 37 mm, มีการรับประกันสินค้านานถึง 5 ปีเต็ม ราคา 1,190 บาท

300Mb Wireless Router TP-LINK (WR843ND) AP/Client ชื่อดัง ดีกรีหนัก

ตั้งชื่อเริ่มต้นก็รู้สึกเมามึนแล้วครับ สุดยอดแห่ง Router ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการรับประกันสินค้าที่ยาวนานตลอดการใช้งานครับ หากใครที่ต้องการ Wireless Router ที่คุณภาพดี ราคาพอรับได้ และไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้งานในระยะยาวแล้วละก็ ตัวนี้ถือว่าเป็นอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และน่าลงทุนซื้อเป็นอย่างยิ่ง ว่าแล้วเราก็ลองมาดูรายละเอียด และสเป็คของเครื่องตัวนี้กันดีกว่าครับ รับรองว่าคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแน่นอน

ตัวบอดี้ของเครื่องตัวนี้ ออกแบบมาในสไตล์ Modern Future ดีไซน์ล้ำยุคสุดๆ ครับ รูปทรง 4 เหลี่ยมผืนผ้าขอบมน ขึ้นลายร่องลึกเป็นเส้นรอบรูป ออกแบบให้มีเสากระจายสัญญาณ 2 เสา กระจายสัญญาณแรงไม่ต้องห่วง Logo TP-Link ถูกสกรีนติดที่บริเวณด้านบนของตัวเครื่อง เห็นได้อย่างชัดเจน ทางด้านไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่ทางด้านบนเช่นเดียวกัน ด้านหลังของเครื่องเป็นพอร์ตต่างๆ สำหรับการใช้งาน ที่วางตัวในแนวนอน

สเป็คของเครื่องเราจะเริ่มจาก พอร์ต 10/100Mbps LAN มอบให้ 4 Ports, 10/100Mbps WAN ให้มา 1 Port, Operation Mode Switch, ปุ่ม Reset เครื่อง, ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, ช่องเสียบสายไฟเลี้ยงตัวเครื่อง, เสากระจายสัญญาณ 5dBi ให้มา 2 เสา Wireless Standards: IEEE 802.11n, IEEE 802.11g, IEEE 802.11b, Frequency: 2.4-2.4835GHz, Wireless Modes: Client Router / Router, Wireless Functions: Enable/Disable Wireless Radio, WDS Bridge, WMM, Wireless Statistics

Wireless Security: 64/128/152-bit WEP, WPA / WPA2, WPA-PSK / WPA2-PSK, Port Forwarding: Virtual Server,Port Triggering, UPnP, DMZ, Firewall Security: DoS, SPI Firewall / IP Address Filter/MAC Address Filter/Domain Filter / IP and MAC Address Binding, ขนาดเครื่อง 192 x 130 x 33 mm, รับประกันตลอดอายุการใช้งาน, ราคา 1,740 บาท

UPS 1000VA LINE THAI ตัวเจ๋ง ตัวใหญ่ ไทยทำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไอทีทุกท่าน วันนี้ผมได้ไปทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องสำรองไฟ หรือที่เราเรียกกันว่า UPS จากค่าย Line Thai และก็ไม่ลืมที่จะนำเอาข้อมูล ข่าวสาร สเป็คของเครื่องสำรองไฟตัวนี้มาทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน เราจะมาดูกันว่า นอกจากการดีไซน์ที่สวยหรู เป็นเอกลักษณ์แล้ว ด้านประสิทธิภาพจะดีเพียงใด และราคาพอรับไหวหรือไม่ วันนี้แหละครับ ทุกท่านจะได้รู้กันไปพร้อมๆ กัน ตามข้าพเจ้ามาด้านในได้เลยครับ

การดีไซน์ของตัวเครื่องสำรองไฟ นั้นทำได้สวยงามครับ ด้านหน้าของเครื่องออกแบบให้มีลายกระหนก เอกลักษณ์ของไทย ตัวเครื่องตัวนี้ออกแบบให้เป็นรูปทรง 4 เหลี่ยมผืนผ้า วางแนวนอน ทางด้านสีของเครื่อง เค้าให้มาเป็นสีดำเข้ม ดูแล้วเท่ห์ อย่างมีสไตล์ ยังไม่พอครับ ยังมีไฟแสดงสถานะการทำงาน ด้านหน้าเครื่อง 2 หลอด ปุ่มเปิด-ปิดเครื่องและ Logo Line Thai ก็อยู่ด้านหน้าเครื่องเช่นเดียวกัน ด้านหลังของเครื่องมีช่องเสียบสาย Power และปลั๊กสำหรับใช้งานอีก 4 ชุด พร้อมใช้งานครับ เราจะไปดูสเป็คของเครื่องกันบ้าง

เริ่มด้วย Rated Capacity 1000VA Line Interactive UPS, AC INPUT (Voltage) 220 Vac 1 Phase 50 Hz 2.15 A, AC OUTPUT (Voltage) 220 Vac 1 Phase 50 Hz 1.90 A, UL & CSA (ปลั๊กไฟเข้า) 1 Port, UL 498 5-15R (ปลั๊กสำรองไฟ) 2 Ports, EURO-CEE7 (ปลั๊กป้องกันแรงดันสูง) 1 Port, ขนาดของเครื่องสำรองไฟ 90 x 140 x 320 mm, น้ำหนักโดยประมาณของเครื่อง 5.2 kg, มีการรับประกันสินค้านานถึง 2 ปีเต็ม ราคา 1,890 บาท ไม่แพงเกินไป และไม่ถูกเว่อร์ครับ พอรับได้ และด้วยพอร์ตใช้งานที่ให้มาอย่างครบครัน น่าลองนะครับ

UPS 700VA TIGER เจ้าเสือตัวกลาง

หลังจากที่ผมได้ทำการรีวิวเครื่องสำรองไฟยี่ห้อ Tiger ไปตัวหนึ่ง เห็นว่าอาจจะมีคนสนใจตัวที่มีขนาดกลาง ดังนั้นผมจึงนำเอาเครื่องสำรองไฟจากค่ายนี้ สเป็ค และราคาแบบกลางๆ มาทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้เสพความรู้กัน เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกเครื่องสำรองไฟที่เหมาะกับตัวเอง และเหมาะกับกำลังเงินในกระเป๋าด้วย หากท่านพร้อมที่จะทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องสำรองไฟตัวนี้แล้วละก็ ตามผมมาดูรายละเอียดของเจ้าตัวนี้ได้เลยครับ

ตัวบอดี้ของเครื่องรุ่นนี้ ออกแบบมาให้มีรูปทรงเป็น 4 เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีการจัดวางในแนวนอน ตามมาตรฐานของเครื่องสำรองไฟทั่วไป ตัวนี้มาในโทนสีดำเข้ม ทั้งตัวครับตั้งแต่ด้านหน้า ไปจนถึงด้านหลัง สำหรับปุ่มเปิด-ปิดเครื่องถูกดีไซน์ให้อยู่ด้านหน้าเครื่อง เป็นสวิทช์เปิด-ปิดแบบคันกระดก นอกจากนั้นยังมีไฟแสดงสถานะการทำงานของเครื่องอีกด้วย Logo Tiger ก็อยู่ทางด้านหน้าเช่นกัน ส่วนทางด้านหลังเครื่องนั้น มีพอร์ตสำรองไฟ 2 ชุด, พอร์ตสำหรับเครื่องพริ้นต์ 1 พอร์ต (ไม่สำรองไฟ), พอร์ต Modem Line in / out อย่างละพอร์ต และฟิวส์อีก 1 ตัว

สเป็คของเครื่องตัวนี้เป็นยังไง เราลองมาดูไปพร้อมๆ กันได้เลยครับ Rated Capacity 700VA Line Interactive UPS, AC INPUT (Voltage) 220 Vac 1 Phase 50 Hz 4.09 A, AC OUTPUT (Voltage) 220 Vac 1 Phase 50 Hz 1.39 A, UL & CSA (ปลั๊กไฟเข้า) 1 Port, UL 498 5-15R (ปลั๊กสำรองไฟ) 2 Ports, EURO-CEE7 (ปลั๊กป้องกันแรงดันสูง) 1 Port, ขนาดของเครื่อง 108 x 164 x 349 mm, น้ำหนักโดยรวมของเครื่องประมาณ 8 kg, มีการรับประกันสินค้านานถึง 2 ปีเต็ม ราคา 3,090บาท